เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 กรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ 5,000 บาท จำนวน 41 จังหวัด โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 558,739,000 บาทจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือ สำหรับภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 30 กันยายน 2569 เท่านั้น จากนั้นในวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพิ่มพื้นที่อีก 24 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวมเป็น 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยอนุมัติงบประมาณฯ วงเงิน 4,731,666,600 บาท และในวันที่ 30 กันยายน 2569 จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เนื่องจากเกิดอุทกภัย จากฝนตกหนัก มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 22,357 ครัวเรือน วันที่ 6 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบเพิ่มจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดประสบภัยให้ได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน ตามหลักเกณฑ์จากวงเงินที่เคยได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์ ความคุ้มครองภายใต้โครงการ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เนื่องจากเกิดอุทกภัยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นอกจากนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วจาก 60 จังหวัด กว่า 1.2 ล้านคน และให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินให้ประชาชนตามลำดับรายชื่อ กำชับให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งสำรวจและส่งรายชื่อผู้ประสบภัยมายัง ปภ. ซึ่งมี 2 จังหวัดที่ยื่นเข้ามาที่ ปภ. แล้ว ได้แก่ สระแก้ว และกระบี่ ปภ. จะส่งข้อมูลไปยังธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารออมสินโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้ภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2569
รายละเอียด
(6 ต.ค. 69) จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วง ฤดูฝน ปี 2569 จำนวนรวม 558,739,000 บาท จากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอรับจัดสรรงบประมาณตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ 5,000 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 41 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี และยังคงมีสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำหรับภัยที่เกิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่านั้น จากนั้นวันที่ 29 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขอทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เห็นชอบพื้นที่ ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เพิ่มเติม จำนวน 24 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชัยภูมิ นครนายก นครสวรรค์ นนทบุรี บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร ลพบุรี ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สิงห์บุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ อุทัยธานี และจังหวัดอ่างทอง และกรุงเทพมหานคร รวมเป็น 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 4,731,666,600 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569
หลังจากนั้นในวันที่ 30 กันยายน 2569 จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยเนื่องจากเกิดสถานการณ์อุทกภัย จากฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมาก รวมถึงมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองในปริมาณมาก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2569 ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายของประชาชน เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน จำนวน 22,357 ครัวเรือน (ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สาธารณภัย ปภ. ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น.) เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบเพิ่มเติมจังหวัดสมุทรสงคราม ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ได้รับ 9,000 บาทต่อครัวเรือน และกรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ 5,000 บาท จากวงเงินที่เคยได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดภัย ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ให้ได้รับการช่วยเหลือเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและเพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์ ความคุ้มครองภายใต้โครงการ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เนื่องจากเกิดอุทกภัยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เน้นย้ำเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว กำชับให้ ทุกจังหวัดเร่งส่งรายชื่อผู้ประสบภัยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชนตามลำดับรายชื่อที่ได้รับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามและตรวจสอบการโอนเงินอย่างใกล้ชิดทั้งจำนวนผู้ได้รับเงิน จำนวนเงิน ระยะเวลา การโอน รวมถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขกระบวนการและให้ประชาชนได้รับเงินโดยเร็วที่สุด
ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วจาก 60 จังหวัด กว่า 1,200,000 คน เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กว่า 529,000 คน อีกกว่า 700,000 คน เป็นของ 59 จังหวัด โดยมีจังหวัดยื่นเข้ามาที่ ปภ. แล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว และกระบี่ โดย ปภ. จะส่งข้อมูลไปยังธนาคารออมสิน เพื่อให้ธนาคารออมสินโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้ภาย ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเร่งทำการสำรวจและส่งรายชื่อมายัง ปภ. และขอย้ำให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ อย่าให้ซ้ำซ้อนและล่าช้า และเร่งดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โดยไม่รอสถานการณ์เรียบร้อย ถึงจะจ่ายเงิน พร้อมทั้งให้ ปภ. ประสานธนาคารออมสินให้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เร่งโอนเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด /…