ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อชะลอตัว และสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 โดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยัง Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงรองรับ Virtual Bank ในอนาคต เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนให้ครอบคลุมคนตัวเล็กมากขึ้น พร้อมใช้ TCG Score ในการประเมินและบริหารความเสี่ยง พร้อมกำหนดวงเงินค้ำประกันรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท พร้อมชู 3 จุดเด่น ได้แก่ 1) วงเงินค้ำประกันเริ่มต้น 5,000 บาท สูงสุด50,000 บาทต่อราย 2) ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 4 ปี และ 3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยสถาบันการเงินและ Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง และ บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 9,860 ล้านบาท สะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลัง ในการสร้าง “โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก” ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รักษาอาชีพและรายได้ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน
รายละเอียด
(22 ก.ย. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก” ณ กระทรวงการคลัง โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ กลุ่ม Non-Bank ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม
โครงการ Nano Plus เป็นหนึ่งในกลไกของกระทรวงการคลังที่มุ่งเพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และมักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ การขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อมูลทางการเงินไม่สมบูรณ์ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน และถูกสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จนบางส่วนต้องหันไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ
การเปิดตัวโครงการมีขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความผันผวน ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่แหล่งทุนในระบบได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ บสย. จะขยายกลไกการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากการค้ำประกันผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงเตรียมรองรับ Virtual Bank ในอนาคต ทำให้กลไกค้ำประกันสินเชื่อสามารถครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินได้กว้างขึ้น และเพิ่มโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ระบุว่า โครงการ Nano Plus เป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ SMEs คนตัวเล็ก พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งกลุ่มที่อยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐบาลและกลุ่มค้าขายทั่วไป โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินของรัฐ และNon-Bank สามารถพิจารณาสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวได้มากขึ้น ขณะที่ บสย. จะเข้าไปช่วยดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต หรือ Credit Enhancement นอกจากนี้ จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบให้เหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก โดยกำหนดวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท และใช้เครื่องมือ บสย. เครดิตสกอริ่ง (TCG Score) สำหรับประเมินและบริหารความเสี่ยงของกลุ่มคนตัวเล็ก โดยโครงการ Nano Plus ได้ชู 3 จุดเด่นสำคัญ ได้แก่
1) วงเงินค้ำประกันเข้าถึงคนตัวเล็ก เริ่มต้นเพียง 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย เหมาะสำหรับพ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก
2) ระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 4 ปี ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบและมีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินอย่างเหมาะสม
3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยใช้หลัก Risk-based Pricing ซึ่งสถาบันการเงินและNon-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม พร้อมทั้ง บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ให้บริการทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มรายย่อย
ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 9,860 ล้านบาท ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงการ Nano Plus จึงสะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเพิ่ม “โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก” โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันและความเสี่ยงทางเครดิต เปิดทางให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น มีสภาพคล่องสำหรับประกอบอาชีพและหมุนเวียนธุรกิจ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และช่วยประคองการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน /…