นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ประโยชน์ที่ได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - เมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน 2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบและต่อเนื่อง แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ 3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ซึ่งการมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
รายละเอียด
(5 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย - เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้
1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ
โดยร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
ประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยง การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการติดตามความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน
2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เนื่องจากไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้
- บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง กำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจ คือกระทรวงแรงงาน ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา โดยระบุขอบเขตของความร่วมมือทางวิชาการ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่าง ๆ
การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานอย่างผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ แบ่งปันข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมาย และโอกาสในการจ้างงาน หรือสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกัน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการส่งและรับแรงงานอย่างถูกกฎหมายระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดทำบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีผู้รับ
- บันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือ จัดทำกรอบในการอำนวยความสะดวกการจ้างงานแบบมีสัญญาจ้างให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส บนพื้นฐานของสิทธิ และความคุ้มค่า โดยดำเนินมาตรการ จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) กระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) กระบวนการในการส่งแรงงานที่ทำงานครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้างโดยการใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ แรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ
การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี มีสถานการณ์ทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว
3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมฯ ดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรมตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ
สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ เร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน กรมควบคุมมลพิษ จึงร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้ ประโยชน์ที่ได้รับจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฯ จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งหากมีกลไกการทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว /…