<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารแนะนำ จังหวัด]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/index/id/60</link>
<atom:link href="https://trat.prd.go.th/th/content/category/index/id/60" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA["หลังอานหมาดี" สุนัขที่เป็นสัญลักษ์ของจังหวัดตราด ที่นับวันจะหาพันธุ์แท้ดั้งเดิม ได้ยาก]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/11446</link>
<guid isPermaLink="false">050a611ed87a0c80d51d25e103ab4c60</guid>
<pubDate>Fri, 12 Mar 2021 12:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สุนัขไทยหลังอาน เป็นสุนัขพื้นเมืองพันธุ์แท้ &nbsp;มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันออก แถบจังหวัดตราด ชลบุรี ระยอง</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ลักษณะเด่น คือ ดุร้าย จึงนิยมเลี้ยงเฝ้าบ้าน เพราะตามชนบทไม่รั้วรอบขอบชิด และกลางวัน ขณะที่ชาวบ้าน ออกไปทำไร่ทำนา &nbsp;ก็จะปิดบ้านทิ้งไว้ ให้สุนัขเฝ้าดูแลแทน &nbsp; อย่างไรก็ตาม สุนัขพันธุ์นี้ มักดุร้ายต่อเมื่ออยู่ในบ้านเท่านั้น &nbsp;หากออกนอกบ้านแล้ว จะไม่ทำอันตรายใครทั้งสิ้น ยกเว้นเมื่อมันหรือนาย /เจ้าของ ของมันถูกทำร้าย</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สมัยก่อน ชาวบ้านนิยมออกหาอาหาร โดยการเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งมักมีสุนัขติดตามไปช่วยล่าสัตว์ด้วย &nbsp;เพราะสุนัขพันธุ์นี้วิ่งได้เร็ว เนื่องจากมีช่วงลำตัวยาว อกลึกเป็นพิเศษและเอวคอด จึงถูกจัดเป็นสุนัขล่าเนื้ออีกพันธุ์หนึ่งด้วย &nbsp;บางครั้งอาจได้ยิน คนเรียกสุนัขพันธุ์นี้ ว่า หมาตามเกวียน ก็เพราะมันมักจะวิ่งตามเกวียนไปกับผู้เลี้ยงขณะเดินทาง</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">การวิวัฒนาการของสายพันธุ์สุนัขไทยหลังอาน ไม่มีหลักฐานบันทึกที่แน่นอน แต่มีข้อมูลว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปริพนธ์พจพิสุทธิ์ เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาสุนัขไทยหลังอาน จนได้สุนัขสีสวาทหลังอาน &nbsp;มีขนสั้น หางดาบ หลังจากนั้นได้นำไปผสมพันธุ์กับสุนัขไทยที่มีขนเกรียนในจังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งได้ลูกสุนัขหลังอานที่มีขนเกรียนและกำมะหยี่</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ผู้ที่ชื่นชอบสุนัขพันธุ์นี้ ได้มีการพัฒนาพันธุ์ มีการประกวด และนำมาเลี้ยงในเชิงธุรกิจด้วย</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จังหวัดตราด ถือได้ว่าเป็นถิ่นของสุนัขไทยหลังอาน มาตั้งแต่โบราณ และถือเป็นสัญลักษณ์ของดีเมืองตราด และเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญจังหวัดตราด คือ หลังอานหมาดี ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปากทู่ หูตั้ง หางโด่ง &nbsp; &nbsp;หัวโต อกกว้าง ร่างใหญ่</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฟันสวย เล็บงาม สีอำไพ &nbsp; &nbsp;กล้ามใหญ่ ไหล่ตรง ตารี</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เส้นหลังตรง &nbsp;อานยาว &nbsp;อุ้งเท้าสิงห์ &nbsp; &nbsp;ก้าวเดินวิ่ง เป็นสง่า เพิ่มราศี</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ใจสู้ รู้ภาษา ร่าเริงดี &nbsp; &nbsp;หมาพันธุ์นี้ ของตราดแท้ แต่โบราณ.</span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[งาน "วันระกำหวาน" การต่อลมหายใจให้พันธุ์ไม้ป่าที่หายากและนับวันจะสญพันธุ์]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/234</link>
<guid isPermaLink="false">e5c3ccbb8493b9702c247bf79ada0616</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">การจัดงานวันระกำหวาน ผลไม้และของดีเมืองตราด เริ่มจัดงานครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด&nbsp; ต่อมาได้ย้ายมาจัดในตัวเมืองตราด&nbsp; &nbsp;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จังหวัดตราด มีภูมิประทศที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชตระกูล&quot;ระกำ&quot;&nbsp;&nbsp;การที่มีเทือกเขาบรรทัด (กั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา) &nbsp;ทำให้มีปริมาณฝนมากที่สุดในประเทศไทย เฉลี่ย ๓,๕๐๐ ถึง ๔,๐๐๐ มิลลิเมตรต่อปี จนได้รับฉายา ว่า เมืองฝนแปด แดดสี่ ซึ่งสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนดังกล่าว มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชตระกูล&quot;ระกำ&quot;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&quot;ระกำ&quot;เป็นไม้ป่า ตระกูลเดียวกับหมาก มะพร้าว ปาล์ม ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ ในที่ที่มีความชื้นสูง ผลอ่อนมีรสฝาด โตต่อมาจะมีรสเปรี้ยว ใช้ปรุงอาหารแทนมะนาวได้ รสชาติจะชวนรับประทานเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อผลแก่จัดและสุกงอม จะมีรสหวาน หอม อย่างมีเอกลักษณ์</span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ยุทธนาวีที่เกาะช้าง  การสู้รบทางเรือบริเวณอ่าวตราด หมู่เกาะะช้าง ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/235</link>
<guid isPermaLink="false">dbbe85f14395c9b54e1890da8360af96</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ยุทธนาวีที่เกาะช้างเป็นเหตุการณ์รบทางเรือ เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจาก กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส เป็นเหตุการณ์ที่แทรกเข้ามาในระหว่างสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ กำลังรบติดพันกันในยุโรป</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">กล่าวคือในเดือน กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะที่ฝรั่งเศสจะประกาศสงครามกับเยอรมัน ฝรั่งเศสขอให้รัฐบาลไทยทำสัญญาไม่รุกรานกันทางแหลมอินโดจีน รัฐบาลได้โต้ตอบฝรั่งเศสไปว่า ไทยยินดีจะรับตกลงตามคำขอของฝรั่งเศส แต่ขอให้ฝรั่งเศสตกลงบางประการ คือ ให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดน ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรม โดยฝ่ายไทยได้เสนอให้ถือแนวร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์และให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสยึดไป คืนให้ไทย เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่า ไม่เป็นที่ตกลงกัน</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ต่อมาราษฎรได้เดินขบวนแสดงประชามติเรียกร้องดินแดนที่เสียไปอย่างหนักและรุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้โดยสันติวิธี ฝรั่งเศสได้โจมตีประเทศไทยก่อน โดยส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๓ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ใช้กำลังทหารเข้าสู้รบกัน ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สำหรับกำลังทางเรือได้มีการรบกันที่บริเวณด้านใต้ของเกาะช้าง ระหว่างกำลังทางเรือของไทยและของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศส เริ่มรุกรานประเทศไทยโดยส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมแล้ว กองทัพเรือได้จัดส่งกำลังไปป้องกันตำบลคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นตำบลชายแดนสุดทางตะวันออก ติดต่อกับเขตอินโดจีนฝรั่งเศส และทำการลำเลียงทหารนาวิกโยธินไปยังจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด โดยจัดให้มีการลาดตระเวนค้นหาข้าศึก เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึกทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="color:#4b0082;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เหตุการณ์ก่อนการรบ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ทัพเรือได้จัดกำลังทางเรือ ๑ หมวด ในบังคับบัญชาของนายนาวาโทหลวงพร้อม วีรพันธุ์ ไปปฏิบัติการอยู่บริเวณเกาะช้าง ประกอบด้วยเรือต่างๆ ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๑. เรือหลวงธนบุรี เรือปืนยามฝั่ง ระวางขับน้ำ ๒,๒๐๐ ตัน มีนายนาวาโทหลวงพร้อม วีรพันธุ์ เป็นผู้บังคับการเรือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๒. เรือหลวงสงขลา เรือตอร์ปิโด ระวางขับน้ำ ๔๗๐ ตัน มีนายนาวาตรีชั้น สิงหชาญ เป็นผู้บังคับการเรือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๓. เรือหลวงชลบุรี เรือตอร์ปิโด รุ่นเดียวกับเรือหลวงสงขลา มีนายเรือเอกประทิน ไชยปัญญา เป็นผู้บังคับการเรือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๔. เรือหลวงระยอง เรือตอร์ปิโด รุ่นเดียวกับเรือหลวงสงขลา มีนายนาวาตรีใบ เทศนะสดับ เป็นผู้บังคับการเรือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๕. เรือหลวงหนองสาหร่าย ระวางขับน้ำ ๔๖๐ ตัน มีนายเรือเอกดาวเรือง เพชร์ชาติ เป็นผู้บังคับการเรือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">๖. เรือหลวงเทียวอุทก ระวางขับน้ำ ๕๐ ตัน</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ในวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ ทัพเรือได้ส่งกำลัง ๑ หมวด ไปสับเปลี่ยนหมวดเรือ ซึ่งทำการรักษาการณ์อยู่บริเวณเกาะช้าง หมวดเรือดังกล่าวได้จอดเรือแยกกัน ดังนี้</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เรือหลวงสงขลา เรือหลวงระยอง เรือหลวงชลบุรี จอดอยู่ร่วมกัน ด้านใต้เกาะช้าง</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงหนองสาหร่าย เรือหลวงเทียวอุทก จอดอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะง่าม</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินทะเล ออกทำการลาดตระเวนในบริเวณเกาะช้างและเกาะกูด ตราด จำนวน ๑ ลำ เกาะเสม็ด ระยอง จำนวน ๑ ลำ และ เกาะสีชัง ชลบุรี จำนวน ๑ ลำ ในการนี้ ทัพเรือได้สั่งให้เครื่องบินทะเลขึ้นขับไล่</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เช้าวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เวลา ๐๖.๐๐ น. ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินทะเล ๑ ลำ ทำการลาดตระเวนบริเวณเกาะช้างอีกครั้ง เพื่อที่จะทำลายอาคารที่เกาะง่าม เครื่องบินทะเลลำนี้มีขนาดใหญ่ ปีกชั้นเดียว ๒ เครื่องยนต์ ทาสีบรอนซ์ขาว ครั้งแรก เครื่องบินทะเลลำนี้ ได้บินผ่านเกาะง่ามไปทางเหนือ เข้าใจว่าคงไม่เห็นเรือตอร์ปิโดของทัพเรือจอดอยู่บริเวณนี้ ทำให้หวนกลับลงมาทางใต้ จะบินผ่านเกาะง่าม เพื่อที่จะทำลานอาคารที่นั่น เรือหลวงธนบุรี และเรือหลวงหนองสาหร่าย ซึ่งจอดอยู่ที่เกาะลิ่ม ได้แลเห็นเครื่องบินทะเลลำนี้ แต่มิได้ทำการยิง เพราะอยู่ไกล สุดระยะปืน ก่อนหน้าที่เครื่องบินทะเลข้าศึก จะบินผ่านขึ้นไปทางเหนือ ทหารในเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรี กำลังหัดกายบริหารตามตารางการฝึกและปฏิบัติหน้าที่ภายหลังการตื่นนอน ซึ่งทหารเรือถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำให้ทหารมีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง เพื่อพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ ครั้นเมื่อได้รับรายงานว่า ได้ยินเสียงเครื่องบินข้าศึก ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ทหารเข้าประจำสถานีต่อสู้อากาศยานทันที ในเวลาไม่ถึง ๑ นาที ทหารก็เข้าประจำปืน ๗๕ มม. ปืนกล ๒๐ มม. และปืนกล ๘ มม. ตลอดจนปืนเล็กยาว พร้อม ต่อมาสักครู่ จึงได้เห็นเครื่องบินทะเลข้าศึก โผล่ออกมาจากเกาะช้าง บ่ายหน้าไปทางใต้ และทิ้งระเบิดจำนวน ๒ ลูก ลงอาคารบนเกาะง่าม แต่มิได้ถูกที่หมาย ระเบิดได้ตกลงน้ำระหว่างช่องแหลมเทียนใต้เกาะช้างกับเกาะง่าม ในขณะนั้นปืนต่อสู้อากาศยานและปืนกลของเรือตอร์ปิโดทั้งสองได้ยิงกระหน่ำออกไปในระยะไม่เกิน ๒,๐๐๐ เมตร กระสุนหลายนัดได้ไประเบิดอยู่รอบๆ ลำเครื่องบินทะเล เครื่องบินทะเลได้พยายามบินขึ้นหาระดับสูง แต่ปรากฏว่าได้ถูกกระสุนที่ปีกขวา และตอนหัวมีไฟลุกไหม้ขึ้นทันที แล้วได้บินถลาต่ำลงทุกที และหายไปทางทะเลด้านใต้เกาะหวาย ในขณะเดียวกับที่ได้ส่งเครื่องบินทะเลออกทำการลาดตระเวน ขณะที่เครื่องบินทะเลข้าศึก กำลังออกทำการลาดตระวน กำลังทางเรือของข้าศึก ก็ได้อาศัยความมืดรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้เกาะช้าง มีด้วยกันทั้งหมด ๕ ลำ เรือเหล่านี้ แยกออกเป็น ๓ หมู่ ดังนี้ คือ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หมู่ที่ ๑ ลามอตต์ปิเกต์ ( Lamotte Picquet) เรือลาดตระเวน ระวางขับน้ำ ๗,๘๘๐ ตัน ใช้เป็นเรือธง (เรือบัญชาการ) มี นาวาเอกเบรังเยร์ เป็นผู้บังคับการเรือ เข้ามาทาง ช่องทางด้านใต้ของเกาะหวายและเกาะใบดั้ง</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หมูที่ ๒ เรือดูมองต์ ดูรวิลล์ (Dumont D&rsquo; Urville) เรือสลุป มีนายนาวาเอกตูซาแซงค์ เดอ กิแอฟร์คูรต์ ( CV Toussaint de Quievrecourt) เป็นเรือชั้นเดียวกันกับเรืออามิราล ชาร์แบนร์ ระวางขับน้ำ ๒,๑๕๖ ตัน มีนายนาวาโทเลอ คาลเวช์ (CF Le Calvez) เป็นผู้บังคับการเรือ เข้ามาทางช่องด้านใต้ ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หมู่ที่ ๓ เรือมาร์น (Marne) เรือช่วยรบ ระวางขับน้ำ ๖๔๔ ตัน มีนายนาวาตรีเมร์คาดิเอร์ (CC Mercadier) เป็นผู้บังคับการเรือ และเรือตาฮูร์ (Tahure) เรือช่วยรบ ระวางขับน้ำ ๖๐๐ ตัน มีนายนาวาตรีมารร์ค (CC Marc) เป็นผู้บังคับการเรือ เข้ามาทางช่องด้านตะวันตก ระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบางเบ้าของเกาะช้าง ส่วนเรือดำน้ำ ๑ ลำ และเรือสินค้าติดอาวุธ ๑ ลำ คงรออยู่ด้านนอกในทะเล และไม่ได้เข้าทำการรบ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งเป็นเรือนำ ได้เล่นเข้ามาในระยะ ๑,๒๐๐ เมตร จาก เกาะง่าม และได้ระดมยิงอาคารบนเกาะง่าม เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีได้ทำการยิงต่อสู้ เรือลามอตต์ปิเกต์ จึงได้เปลี่ยนเป้า มาทำการยิงเรือตอร์ปิโด ทั้งสองทันที กำลังเรือฝ่ายไทย ที่เข้าทำการรบมี ๓ ลำ คือ เรือหลวงธนบุรี จอดอยู่ที่บริเวณเกาะลิ่ม ส่วนเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรี จอดอยู่ที่อ่าวสลักเพ็ชร กำลังทางเรือฝ่ายข้าศึก ที่เข้าทำการรบ รวมด้วยกัน ๗ ลำ เฉพาะเรือลามอตต์ปิเกต์ ลำเดียวมีระวางขับน้ำ ๗,๘๘๐ ตัน ซึ่งมีระวางขับน้ำมากกว่าเรือรบของเราทั้ง ๓ ลำ รวมกัน นอกจากนั้น ก็มีเรือสลุป ๒ ลำ ระวางขับน้ำ ลำละ ๒,๑๕๖ ตัน และเรือบินอีก ๔ ลำ เมื่อเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่า เราได้เข้าทำการต่อสู้กับข้าศึก ทั้งที่มีจำนวนเรือมากกว่า ระวางขับน้ำมากกกว่า จำนวนปืนหนักและปืนเบามากกว่า และจำนวนทหารประจำเรือมากกว่า ฝ่ายเราคงได้เปรียบเฉพาะที่ว่า มีปืนหนักที่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น แต่ก็กลับเสียเปรียบที่ยิงได้ช้ากว่า</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">การรบระหว่างเรือหลวงธนบุรีกับเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากได้มีการปะทะกันระหว่างเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีกับเรือรบฝรั่งเศสแล้ว ในตอนเช้าตรู่ ของวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ ขณะที่เรือหลวงธนบุรี กำลังฝึกหัดศึกษาตามปกติอยู่นั้น ประมาณ ๐๖.๑๒ น. ยามสะพานเดินเรือ ได้เห็นเครื่องบินข้าศึก ๑ เครื่อง บินมาทางเกาะกูด ผ่านเกาะกระดาด มาตรงหัวเรือ ทางเรือจึงได้ประจำสถานีรบ แต่ยังมิได้ทำการยิง เพราะอยู่ไกลสุดระยะปืน และเครื่องบินทะเลข้าศึก ได้บินเลี้ยวไปทางเกาะง่าม ตรงบริเวณเรือตอร์ปิโด ทั้ง ๒ ลำ ฝ่ายเราจอดอยู่ และทันใดนั้น ทหารทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนจากเรือตอร์ปิโดทั้ง ๒ ลำ นั้น คือ เรือหลวงสงขลา และ เรือหลวงชลบุรี ทำการยิงสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึก โดยทุกคนได้เห็นกลุ่มควันของกระสุน ระเบิดในอากาศ อยู่ล้อมรอบเครื่องบินทะเลและเครื่องบินก็ลับหายไป จากนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นและเป็นเสียงดังอย่างถี่ ยามสะพานเดินเรือได้รายงานว่า เห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือที่ยามเห็นนี้ คือ ลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งกำลังระดมยิงเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี ของเราอยู่นั่นเอง ลักษณะอุตุในขณะนั้นปรากฏว่า มีเมฆขอบฟ้า พื้นทะเลมีหมอกบางๆ ลมเซ้าท์เวสท์ กำลัง ๑ ไม่มีคลื่น ทัศนวิสัย ๖ ไมล์ อากาศค่อนข้างหนาว ปรอท ๒๗ &deg;C เมื่อปืนป้อมทั้ง ๒ ป้อม พร้อม น.ท.หลวงพร้อม วีรพันธุ์ ผู้บังคับการเรือได้สั่งเดินหน้าเต็มตัว ๒ เครื่อง ความเร็ว ๑๔ นอต ถือเข็มประมาณเซ้าท์อีสท์ เข้าหาข้าศึก และได้สั่งเตรียมรบกราบขวาที่หมายเรือลาดตระเวนข้าศึก ประมาณ เวลา ๐๖.๔๐ น. ขณะที่เรือหลวงธนบุรี ได้ตั้งลำพร้อม เรือลามอต์ปิเกต์ ก็โผล่จากเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเป็นฝ่ายเริ่มยิงเราก่อนทันที เรือหลวงธนบุรีได้เริ่มยิงตับแรกด้วยป้อมหัวและป้อมท้ายโดยตั้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ทันใดนั้นเอง กระสุนตับที่ ๔ ของเรือลามอต์ปิเกต์ มีนัดหนึ่งเจาะทะลุผ่าห้องโถงนายพลและชอนระเบิดทะลุพื้นหอรบขึ้นมาเป็นเหตุให้ น.ท.หลวงพร้อม วีรพันธุ์ และทหารในหอรบอีกหลายนายต้องเสียชีวิตในทันที และมีอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บ สาหัส เนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิดและถูกไฟลวกตามหน้าและตามตัว กระสุนนัดนี้เอง ได้ทำลายเครื่องติดต่อสั่งการไปยังปืนและเครื่องถือท้ายเรือ เรือซึ่งกำลังเดินหน้าด้วยความเร็ว ๑๔ นอต ได้แล่นหมุนเป็นวงกว้าง อยู่หลายรอบ ซึ่งในขณะนี้เอง เรือลามอต์ปิเกต์ ได้ระดมยิงเรือหลวงธนบุรี อย่างหนาแน่น ปืนป้อมทั้ง ๒ ของเรือหลวงธนบุรีต้องทำการยิงอิสระ โดยอาศัยศูนย์ข้างและศูนย์ระยะที่หอกลาง ปรากฏว่า เรือลามอต์ปิเกต์ ได้ถูกกระสุนปืนจากเรือหลวงธนบุรีเช่นกัน โดยมีแสงไฟจากเปลวระเบิด และควันเพลิงพุ่งขึ้นบริเวณตอนกลางลำ จำต้องล่าถอยมารวมกำลังกับหมู่เรือฝรั่งเศสอีก ๔ ลำ ทางตะวันตกของเกาะเหลาใน และแล่นหนีไปในที่สุด เมื่อเรือของฝรั่งเศส ได้ไปจากสนามรบหมดแล้ว ก็ปรากฏว่า ได้มีเครื่องบินลำหนึ่ง บินมาทางหัวเรือและดำทิ้งระเบิด ระยะต่ำ จำนวน ๒ ลูก ลูกระเบิดตกบนดาดฟ้าเรือโบตหลังห้องครัวทหาร ทำให้ทหารตายอีก ๓ นาย ทางเรือไม่ได้ยิงต่อสู้ประการใด เพราะเครื่องบินลำนั้นมีเครื่องหมายไทยติดอยู่ เวลา ๐๓.๓๐ น. เรือหลวงธนบุรี แล่นไปทางแหลมน้ำ ไฟลุกทั่วไปในช่องทางเดิน ต้นเรือ ( นายทหารอาวุโสที่สองรองจากผู้บังคับการเรือ ) พาเรือมาทางแหลมงอบ เรือเอียงทางกราบขวาและต่อมาก็หยุดแล่น เรือหลวงช้างได้เข้าช่วยดับไฟและจูงเรือธนบุรีไปจนถึงหน้าแหลมงอบ เพื่อเกยตื้น และต้นเรือได้สั่งสละเรือใหญ่ เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ต่อมาเวลาประมาณ ๑๖.๔๐ น. กราบเรือทางขวาก็เริ่มตะแคง เอนลงมากขึ้นตามลำดับ เสาทั้งสองเอนลงน้ำ กราบซ้ายและกระดูกงูกันโครงโผล่อยู่พ้นน้ำ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">การรบครั้งนี้ ทางฝ่ายเราได้เสียชีวิตเป็นชาติพลี รวมทั้งสิ้น ๓๖ นาย เป็นนายทหาร ๒ นาย พันจ่า จ่า พลทหารและพลเรือ ๓๔ นาย ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นทหารประจำเรือหลวงธนบุรี ๒๐นาย เรือหลวงสงขลา ๑๔ นาย และเรือหลวงชลบุรี ๒ นาย ส่วนจำนวนทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บของฝ่ายข้าศึกนั้น ไม่ทราบจำนวนแน่นอน</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ต่อมา กองทัพเรือไทย ได้กู้ขึ้นมาทำการซ่อมใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ แต่เนื่องจากเรือเสียหายหนักมาก จึงได้ปลดระวางจากการเป็นเรือรบและใช้เป็นกองบังคับการลอยน้ำของกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ จนกระทั่งปลดประจำการในปี พ.ศ.๒๕๐๒</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หลังจากนั้น ทางราชการจึงได้นำส่วนป้อมปืนเรือและหอบังคับการของเรือหลวงธนบุรี มาจัดตั้งเป็นอนุสรณ์เรือหลวงธนบุรี โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และได้กำหนดให้ วันที่ ๑๗ มกราคม ของทุกปี เป็น &quot;วันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ&rdquo; โดยได้ประกอบพิธี ณ อนุสรณ์เรือหลวงธนบุรี โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นอกจากนี้ ทางจังหวัดตราด ได้จัดงานวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ขึ้นเช่นเดียวกัน โดยจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ ณ บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง และพิธีลอยพวงมาลา ณ บริเวณสถานที่เกิดเหตุการณ์ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารเรือไทย ที่ได้สละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติและอธิปไตยของไทยให้คงอยู่สืบไป .</span></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">: ที่มาข้อมูล - หนังสือพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ หน้า ๖๙-๗๗</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">รวบรวมนำเสนอโดย แสวง ศรีทอง นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราด</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://trat.prd.go.th/th/file/get/file/202103249b1ecbd566e44d37c1ab73743a999e7d144640.jpg' type='image/jpg' length='2353855' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกาะกูด - เกาะที่มีภูมิทัศน์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/236</link>
<guid isPermaLink="false">82e7bb4c810be148cea246bfee9631f2</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นักวิชาการให้ความเห็นว่าเกาะกูดเป็นหินทราย ที่แยกตัวออกมาจากส่วนปลายของทิวเขาบรรทัด เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน มิอาจทราบได้ว่า &quot;เกาะกูด&rdquo; ที่ใช้เป็นนามเรียกขานกันในปัจจุบันนี้เรียกกันมาแต่เมื่อใด และก่อนหน้านี้ เกาะแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เกาะกูด ปรากฏชื่ออยู่ในจารึกของจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ดังปรากฏในหนังสือเจิ้งเหอหางไห่ถู่ เป็นหนังสือประเภทการเดินเรือของท่านเจิ้งเหอ ผู้เขียนเป็นคนในสมัยราชวงศ์หมิง ในแผนที่เบอร์ 13 กล่าวถึง เสี่ยวชื่อหลาน (Siaosuelan) บันทึกไว้ว่า &quot;เสี่ยวชื่อหลานนี้อยู่ทางทิศเหนือของอ่าวไทย&rdquo; หรือว่าหมายถึง Koh Tao Mo ที่อยู่ทางฝั่งใต้ของสัตหีบ บ้างว่าหมายถึงเกาะกูด ในขณะที่หนังสือกว่างจี้เป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวชาวป่าเถื่อนสี่เผ่า กล่าวถึง เซียนจี๋ซาน (Sianjishan) บันทึกไว้ว่าเซียนจี๋ซานนี้หมายถึง เกาะกูด หรือเกาะหมากของไทยในปัจจุบันและ เจี่ยวกู่หวี่ (Jiaoguyu) บันทึกไว้ว่า เจี่ยวกู่หวี่นี้อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวไทยในปัจจุบันอันหมายถึงเกาะกูดของไทย</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ชาวฮอลันดาได้จัดทำแผนที่ราชอาณาจักรไทยและประเทศที่อยู่โดยรอบ ปรากฏชื่อ เกาะที่อยู่บริเวณที่ตั้งของเกาะช้างว่า Macora และตำแหน่งบริเวณเกาะกูดว่า Pealan</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เกาะกูดปรากฏชื่อเป็นครั้งแรกในเอกสารประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชรัชกาลที่ 1 ปีพุทธศักราช 2325 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ตั้งกรุงเทพมหานคร</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">องเชียงสือและครอบครัวได้หลบหนีกองทัพขององค์ไกเซินเจ้าเมืองกุยเยินที่ยกมาตีเมืองไซ่ง่อน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงเทพมหานครต่อมาในปีจุลศักราช 1148 (พ.ศ. 2329) องเชียงสือคิดจะกอบกู้บ้านเมืองคืน ครั้นจะกราบทูลลาออกไปก็เกรงพระราชอาญา ด้วยการศึกพม่ายังรบพุ่งติดพันกันอยู่จึงเขียนหนังสือกราบถวายบังคมแล้วหนีออกมาพร้อมด้วยองญวนอีกหลายคน ครั้นหนีมาแล้วจึงปรึกษากันว่าจะไปพักที่ใด องจองจึงว่าให้พักที่เกาะกูด เมืองตราด ในเวลานั้นบนเกาะกูดมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากเท่าใดนัก องเชียงสือพำนักอยู่ที่เกาะกูดเป็นเวลา 1 ปี บริเวณที่องเชียงสือพำนักอยุู่ก็คือบริเวณน้ำตกคลองเจ้าในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อ &quot;น้ำตกคลองเจ้า&rdquo; น้ำตกลือชื่อของเกาะกูด</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">A historian said that Ko Kut is a Sand Stone lsland which had been disparated from the edge of Bantat range since 65 million years ago and up until now it still can&rsquo;t tell why people called this island as &quot;Ko Kut&rdquo;.</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">Ko Kut was mentioned in historical record of China since Ming dynasty as written in Jerngherhanghaithoo, a traveling boat trip book of Jerng Her who was a writer in period of Ming Dynasty, in the map number 13 mentioned to Sieosuean that &quot;Sieosuekan located in north of Thailand gulf&rdquo; or possibly be Ko Tao Mo in the south of Sattahip, some believes that it is Ko Kut while Kwangjee book, a recorded of four tribes also mentioned about Sianjishan which mean Ko Kut or nowadays known as Ko Maak. And Jiaoguyu recorded that it&rsquo; s located in north east of Thailand gulf which is Ko Kut as well. During era of King Narai, the Hollander had written a map of Thai kingdom and surrounding countries, called Ko Chang as Macora and called a near by island as Pealan.</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">Ko Kut was firstly recorded in the history book of Ratanakosin during period of The King Rama 3 written by Chao Phrayadhipakornwong, a hand written version. From historical evident book of Ko Kut was found in period of H.M. King Bhudda Yord Fah Jullaloak, the King Rama 1 of B.B.2325 which is the same year of Bangkok establishment.</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">Ongsiangsue and family had escaped from Army of Ongkaisern, the City ruler of Gui Yern City which armed to attack Sai Ngon, he came to stay in Bangkok and late in 1188 (2329) he though of leavin to retrieve his city but when he&rsquo;s too scared to say good bye to the King so he left a letter and went away with his fellows. He though of finding a place to stay for a while and he found Ko Kut in Trat province where there at that time had only few people lived there. He lived in Ko Kut for a year and where he used to live is nowadays called Klong Chao waterfall and that was a reason why the water fall named &quot;Klong Chao Water Fall&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ที่มาข้อมูล : แผ่นพับแผนที่ท่องเที่ยวเกาะกูด ของ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">รวบรวมโดย : แสวง ศรีทอง นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ 2561-06-21</span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตราด  ย้อนดูบ้านพักของพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จนถึงหลังปัจจุบัน]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/237</link>
<guid isPermaLink="false">872b77c65dce12524c0a5820bce3bec1</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&quot;จวน&quot; หรือที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัดตราด แต่เดิมไม่ปรากฏหลักฐานว่าตั้งอยู่ที่ใด &nbsp;สืบเนื่องมาจนถึงสมัยเจ้าเมืองคนที่ 3 พระพิพิธวัตร จึงทราบว่าจวนตั้งอยู่ที่ &quot;ดอนจวน&quot; ซึ่งปัจจุบันนี้ได้แก่ บริเวณบ้านเกาะกันเกรา &nbsp;ตำบลหนองเสม็ด อำเภอเมืองตราด&nbsp;ต่อมาในสมัยเจ้าคุณเฒ่า ซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนที่ 4 ได้ย้ายมาสร้างใหม่บริเวณด้านตะวันออกของศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ได้ใช้เป็นที่พักของผู้ว่าราชการเมืองอยู่จนถึงสมัยพระยาพิพิธไสยสุนทรการ(อิน) เป็นผู้ว่าราชการเมืองคนที่ 6 จึงสร้างขึ้นใหม่ใกล้กับบริเวณจวนแห่งเดิม&nbsp; &nbsp;พระยาพิพิธไสยสุทรการ (เอี่ยม) ผู้ว่าราชการเมืองคนที่ 7 ได้ย้าย &quot;จวน&quot; มาตั้งใหม่ที่บริเวณริมคลองหงอนไก่ ฝั่งตะวันออก คลองดังกล่าวนี้เป็นลำคลองเล็ก ๆ แยกออกจากคลองบางพระ ใกล้ &quot;สะพานยาว&quot;ซึ่งเชื่อมถนนสายตราด - แหลมงอบในปัจจุบัน&nbsp;&nbsp;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เมื่อถึงสมัยพระยาพิพิธไสยสุทรการ (เอี่ยม สุขสถิตถ์) ได้สร้างจวน ขึ้นใหม่ที่บริเวณซึ่งจะสร้างโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดตราดบริเวณโรงเรียนอนุบาลตราดในปัจจุบันนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp;พระยาพิพิธไสยสุทรการ (สุข ปริชญานนท์) มาเป็นผู้ว่าราชการเมือง ได้ใช้ที่พักของทหาร&nbsp; หลัง 9 ห้อง ซึ่งสร้างไว้สำหรับเป็นที่พักของทหารเป็นจวนของท่าน อยู่ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหลังเดิม ถนนสันติสุข และต่อมาก็ได้สร้างจวนขึ้นใหม่ ตรงบริเวณศาลจังหวัด (ปัจจุบันเป็นศาลเยาวชนฯ) ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้ว ได้แก่บริเวณเดียวกับที่เดิมนั่นเอง แต่น่าจะอยู่เยื้องขึ้นไปทางทิศเหนือเล็กน้อย&nbsp;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เมื่อพระยาพิไชยชลธี (จร ฉัตรภูมิ) ผู้ว่าราชการเมืองประจันตคีรีเขตต์ ซึ่งมารักษาราชการแทนผู้ว่าราชการเมืองตราด ในปี พ.ศ. 2447 อันเป็นระยะที่ใกล้จะต้องมอบเมืองตราดให้แก่ฝรั่งเศสนั้น ท่านผู้นี้ได้มาพักอยู่ที่จวนของพระยาพิพิธไสยสุทรการ (เอี่ยม สุขสถิตย์) และเมื่อฝรั่งเศสเข้าปกครองเมืองตราด ปรากฏว่า เรสิดังต์ &nbsp;ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลเมืองตราดได้มาพัก &nbsp;อยู่ที่ ที่ว่าการมืองซึ่งสร้างไว้ในสมัยพระยาพิพิธพิไสยสุนทการ (สุข ปริชญานนท์) โดยได้ต่อเติมระเบียงโดยรอบขึ้นอีก 3 ด้าน บรรจบกับระบียงหน้ามุข คือ ด้านทิศใต้ ตะวันออก และด้านเหนือ สำหรับเดินตากอากาศในเวลากลางคืน&nbsp;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หลังจากพันจาการถูกปกครองของฝรั่งเศสแล้ว พระยาวิเศษสิงหนาท (ปิ๋ว บุนนาค) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองคนแรกยังคงใช้ที่พักของ เรสิดังต์ นั้นเป็นจวนตลอดมาจนถึงสมัยของพระตราษบุรีศรีสมุทเขตต์ (ธน ณ สงขลา) เป็นผู้ว่าราชการมือง (พ.ศ. 2456 - 2464 ) จึงย้ายไปพักอยู่ที่โอสถสภา ซึ่งเข้าใจว่า ได้แก่ที่ทำการสถานีอนามัย ชั้นหนึ่งเทศบาลเมืองตราด ถนนหลักมือง สถานที่แห่งนี้คงใช้เป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดมา &nbsp; &nbsp;จนถึงสมัยของพระบริหารเทพธานี (เฉลิม กาญจนคม) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด (พ.ศ. 2474 - 2476) จึงได้สร้างจวนขึ้นใหม่ซึ่งเป็นจวนหลังล่าสุด ที่ยังคงใช้บริเวณดังกล่าวอยู่ในปัจจุบัน (ถนนสนามมิตร)</span><br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จากหลักฐานการจัดทำทะเบียนประวัติศาลากลางและบนพักข้าราชการ เมื่อ พ.ศ. 2537&nbsp; &nbsp;บันทึกว่า&nbsp; บ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดตราด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2507 ลักษณะอาคารไม้ชั้นเดียว ทรงจั่ว ใต้ถุงสูง ฝาไม้ยาง หลังคามุงกระเบื้องพื้นที่ใช้สอย 379 ตารางเมตร สร้างในที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนเลขที่ ตร 63&nbsp; &nbsp;ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 92,600 บาท โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน ตัวอาคารหลังใหม่ที่อยู่ด้านหลังไม่ปรากฎหลักฐานว่าก่อสร้างขึ้นเมื่อใด เนื้อที่ล้อมรั้วเป็นบริเวณบนพักฯ ประมาณ 4 ไร่เศษ และไม่ปรกฎหลักฐานว่าผู้ว่าราชการจังหวัดตราดท่านใด เข้าอยู่อาศัยเป็นคนแรก</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ที่มาข้อมูล นายมานพ วิยากรณ์ สำนำงานจังหวัดตราด<br />
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด<br />
1 เมษายน 2558</span></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">--------------------------------------</span><br />
&nbsp;</p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><strong>ประวัติ &quot;จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตราด&quot;&nbsp; หลังเก่า</strong><br />
(สำนวนของสำนักงานเทศบาลเมืองตราด)&nbsp;</span></p>

<p><strong><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ต้นกำเนิด / ยุคเริ่มแรก</span></strong></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&bull;ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า &ldquo;จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตราด&rdquo; เริ่มตั้งขึ้นเมื่อใด<br />
&bull;ในสมัยเจ้าเมืองตราดคนที่ 3 &ldquo;พระพิพิธวัตร&rdquo; มีหลักฐานว่า จวนอยู่ที่ &ldquo;ดอนจวน&rdquo; บริเวณเกาะกันเกรา ตำบลหนองเสม็ด อำเภอเมืองตราด&nbsp;<br />
&bull;ต่อมา เมื่อถึงสมัยเจ้าเมืองคนที่ 4 (&ldquo;เจ้าคุณเฒ่า&rdquo;) ได้สร้างจวนใหม่ฝั่งตะวันออกของศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และใช้เป็นที่พักของผู้ว่าราชการเมืองตราดจนถึงยุครัชกาลหลัง ๆ<br />
&bull;ในสมัย &ldquo;พระยาพิพิธไสยสุนทรการ (อิน)&rdquo; (ผู้ว่าราชการเมืองคนที่ 6) ได้สร้างจวนขึ้นใหม่ใกล้จวนเดิม&nbsp;<br />
&bull;ยุคต่อมา พระยาพิพิธไสยสุทรการ (เอี่ยม) (ผู้ว่าราชเมืองคนที่ 7) ย้ายจวนไปตั้งริมคลองหงอนไก่ ฝั่งตะวันออกของคลองบางพระ (ใกล้สะพานยาว)&nbsp;<br />
&bull;อีกยุคหนึ่งจวนถูกสร้างในที่ตั้งใกล้โรงเรียนอนุบาลตราด และมีการใช้ &ldquo;ที่พักของทหาร 9 ห้อง&rdquo; เป็นจวนแห่งหนึ่งในบริเวณที่ตั้งศาลากลางหลังเดิม ถนนสันติสุข&nbsp;<br />
&bull;ต่อมาจวนหนึ่งถูกสร้างใกล้ศาลจังหวัด (ปัจจุบันเป็นศาลเยาวชน) บนที่ดินเดียวกับจวนเดิม (อาจเยื้องขึ้นไปในแนวเหนือเล็กน้อย)&nbsp;<br />
ลักษณะสถาปัตยกรรมและรูปแบบ<br />
&bull;ปัจจุบัน &ldquo;จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตราด&rdquo; มีลักษณะเป็นเรือนใต้ถุนสูง (สถาปัตยกรรมแบบบ้านไทย) เพื่อช่วยระบายอากาศในเขตร้อนชื้น&nbsp;<br />
&bull;มีลายฉลุเล็กน้อยบริเวณเชิงชายระเบียง แต่โดยรวมเน้นความเรียบง่าย ใช้บานเกล็ดเป็นส่วนประกอบในตัวบ้าน&nbsp;<br />
&bull;ออกแบบให้มีใต้ถุนสูง (ต่อให้สูงขึ้นจากพื้น) เพื่อช่วยให้อากาศไหลเวียน และลดปัญหาความชื้นจากพื้นดินในฤดูฝนหรือช่วงน้ำขึ้น&nbsp;<br />
การใช้งานและเหตุการณ์สำคัญ<br />
&bull;&ldquo;จวน&rdquo; ถูกใช้เป็นที่พักอย่างเป็นทางการของผู้ว่าราชการจังหวัดตราดตลอดหลายช่วงเวลา<br />
&bull;มีรายงานเหตุการณ์ว่า พายุในหนึ่งปี โคนต้นจาจุรีอายุกว่า 100 ปี หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ล้มทับถนนและรถยนต์ 2 คัน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ&nbsp;<br />
&bull;เรื่องต้นไม้หน้าจวนนั้นได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ตัดต้นไม้เพื่อความปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุลมแรง ภายใต้การร่วมมือของเทศบาลเมืองตราดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;<br />
________________________________________<br />
<strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคนล่าสุดและบริบทปัจจุบัน</strong><br />
&bull;ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคนปัจจุบัน (ณ ข้อมูลล่าสุด) คือ นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร&nbsp;<br />
&bull;ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2566&nbsp;<br />
&bull;ในวันแรกของการปฏิบัติราชการ ได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัด ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด, วัดโยธานิมิต (วัดโบสถ์), พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และพระแสงราชศัสตราประจำเมืองตราด ฯลฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงาน&nbsp;<br />
&bull;ระหว่างดำรงตำแหน่ง ได้ปฏิบัติกิจกรรมหลายอย่าง อาทิ เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดตราด&nbsp;<br />
&bull;อีกตัวอย่างคือ การนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 หน้าศาลากลางจังหวัดตราด เนื่องในโอกาสงาน &ldquo;วันระกำหวาน ผลไม้ และของดีเมืองตราด&rdquo; ประจำปี 2568 เพื่อเป็นสิริมงคลและเชิญชวนประชาสัมพันธ์สินค้าของดีจังหวัดตราด&nbsp;<br />
&bull;เข้าร่วมเยี่ยมคาราวะผู้แทนทางการทูตและนักธุรกิจในต่างประเทศ เช่น เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 นายณัฐพงษ์ พร้อมคณะนักธุรกิจจากจังหวัดตราดได้เข้าเยี่ยมคาราวะรองผู้ว่าการ General Authority for Foreign Trade (GAFT) ที่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสินค้าเกษตรของจังหวัดตราด&nbsp;</span><br />
&nbsp;</p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดตราด อย่างน้อย 11 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 จนถึงปี พ.ศ. 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้:</span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ปี พ.ศ.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่&nbsp;&nbsp; &nbsp;สถานที่&nbsp;&nbsp; &nbsp;รายละเอียด</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2511&nbsp;&nbsp; &nbsp;18 ต.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วัดไผ่ล้อม อ.เมือง&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงถวายผ้าพระกฐิน<br />
2522&nbsp;&nbsp; &nbsp;26 พ.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;บ้านเขาล้าน ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวเขมร<br />
2522&nbsp;&nbsp; &nbsp;1 ส.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมศูนย์สภากาชาดไทย<br />
2522&nbsp;&nbsp; &nbsp;22&ndash;23 ส.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมศูนย์สภากาชาดไทย<br />
2522&nbsp;&nbsp; &nbsp;29 ต.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวเขมร<br />
2535&nbsp;&nbsp; &nbsp;29 เม.ย.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารพิพิธภัณฑ์<br />
2535&nbsp;&nbsp; &nbsp;13 มิ.ย.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วัดบุปผาราม อ.เมือง&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมวัดบุปผาราม<br />
2537&nbsp;&nbsp; &nbsp;26 พ.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;บ้านเขาล้าน ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ &quot;ศาลาราชการุณย์&quot;<br />
2538&nbsp;&nbsp; &nbsp;10 ต.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงถวายผ้าพระกฐิน สภากาชาดไทย<br />
2539&nbsp;&nbsp; &nbsp;22 พ.ย.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงเยี่ยมศูนย์สภากาชาดไทย<br />
2566&nbsp;&nbsp; &nbsp;31 ก.ค.&nbsp;&nbsp; &nbsp;โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านท่ากุ่ม อ.เมือง&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทรงติดตามโครงการพัฒนาทักษะอาชีพตามโครงการพระราชดำริ<br />
การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในแต่ละครั้งสะท้อนถึงความห่วงใยและความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด โดยเฉพาะในด้านการประกอบอาชีพและการพัฒนาทักษะฝีมือ ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในชนบทครับ</span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><strong>การเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดตราด</strong><br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2511<br />
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดไผ่ล้อม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522<br />
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะองค์สภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวเขมรที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2522<br />
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปทรงเยี่ยมศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน จังหวัดตราด<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 22 &ndash; 23 สิงหาคม พ.ศ. 2522<br />
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปทรงเยี่ยมศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน จังหวัดตราด<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2522<br />
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวเขมรที่ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน จังหวัดตราด<br />
6.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2535<br />
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด<br />
7.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535<br />
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดบุปผาราม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด<br />
8.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2537<br />
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ &quot;ศาลาราชการุณย์&quot; ณ บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด<br />
9.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2538<br />
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน สภากาชาดไทย ประจำปี 2538 ณ วัดคิรีวิหาร ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด<br />
10.&nbsp;&nbsp; &nbsp;วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539<br />
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด<br />
11.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านท่ากุ่ม ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เพื่อทรงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของโครงการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดตราด&nbsp;<br />
ในการเสด็จครั้งนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการการฝึกอบรมยกระดับฝีมือ หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (ผลิตภัณฑ์ชันโรง) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงและการออกแบบรังชันโรงให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด&nbsp;<br />
การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด โดยเฉพาะในด้านการประกอบอาชีพและการพัฒนาทักษะฝีมือ ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในชนบท<br />
ในการเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้ง พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น การทรงเยี่ยมราษฎร การเปิดพิพิธภัณฑ์ การถวายผ้าพระกฐิน การวางศิลาฤกษ์ และการตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดตราด</span></p>

<p>////----------<br />
&nbsp;</p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"></span><br />
&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"></span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชุมชนรักษ์คลองบางพระ เดิมเป็นตลาดที่จอแจ คึกคักมาก ปัจจุบันเป็นชุมชนสงบๆ ในเขตเมืองที่ปรับเปลียนไปตามกลไกของเวลา]]></title>
<link>https://trat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/238</link>
<guid isPermaLink="false">fd70bd74acce8bd948a2055a5f4058ee</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ชุมชนคลองบางพระ เป็นชุมชนเมืองที่เก่าแก่ในอดีต ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองตราดในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2345) ผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระ มีทั้งคนไทยและจีน โดยเฉพาะคนจีนมีจำนวนไม่น้อย&nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาชุมชนแห่งนี้ค่อยๆ พัฒนาเป็นชุมชนการค้า นอกจากคนจีนจะประกอบอาชีพค้าขายตามความถนัด ยังมีพฤติกรรมทางสังคมในการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นชุมชนย่านตลาดที่ประกอบด้วย บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ศาสนสถานและย่านตลาดการค้าที่รวมกลุ่มอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงเป็นชุมชนการค้าที่มีลักษณะหันหลังให้กับคลองบางพระและหันหน้าเข้าหากันโดยมีถนนเล็กๆ เป็นดินคั่นสำหรับติดต่อกันภายในชุมชน ชุมชนการค้าเดิม ขยายกลายเป็นย่านการค้าใหญ่ขึ้น ปรากฏเป็นชื่อที่คนในชุมชนเรียกขานว่า &quot;ตลาดใหญ่&rdquo; ปัจจุบัน คือ ถนนหลังเมืองซีกตะวันออกในปัจจุบัน ผู้คนเหล่านั้นรวมทั้งลูกหลานบางส่วนคนในตลาดใหญ่ยังขยับขยายไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณทิศเหนือของตลาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของชุมชนขึ้นมา ซึ่งคนในชุมชนเรียกกันว่า &quot;ตลาดขวาง&rdquo;</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังมีคนญวนซึ่งเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในตลาดขวาง คนญวนเหล่านี้ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในช่วงต้นสงครามระหว่างกับญวนเมื่อราวปี พ.ศ. 2476 ค้าขายทำมาหากินและแต่งงานกับคนในชุมชน ผสมกลมกลืน กลายเป็นชาวตลาดขวางในที่สุด ยังมีการสร้างวัดขึ้นในชุมชน คือ วัดชัยมงคลและวัดไฟไหม้ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ชุมชนรักษ์คลองบางพระได้ค่อยๆ เจริญเติบโตกลายเป็นศูนย์กลางการค้าโดยมีแหล่งแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่สำคัญ มีการสร้างวัดขึ้นอีก 1 แห่ง ทางทิศตะวันออกของชุมชน คือ วัดบุรินทร์ประดิษฐ์ (ปัจจุบันนี้คือ วิทยาลัยสารพัดช่างตราด)&nbsp; มีการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการภายในชุมชน เช่น ศาลชำระความ เรือนจำ ที่ทำการทหารเรือ ในสมัยพระยาพิพิธพไสยสุนทรการ (เอี่ยม) ผู้ว่าราชการเมืองตราด คนที่ 8 (พ.ศ.2420-2442) ที่ว่าการอำเภอเมือง ที่ว่าการเมือง ที่ทำการไปรษณีย์ ที่พักจ่าเมือง ที่พักอัยการ ถนนกลางตลาดใหญ่และถนนตรอกตลาดขวาง ในสมัยพระยาพิพิธไสยสุนทรการ (สุข ปริชญานนท์) ผู้ว่าราชการเมืองตราด คนที่ 9 (พ.ศ.2442-2447)&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโรงเรียนวัดขึ้น ที่วัดไผ่ล้อมเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่มาของโรงเรียนประจำจังหวัดในเวลาต่อมา ในสมัยพระบริรักษ์ภูธร ผู้ว่าราชการเมืองตราด คนที่ 11 (ต่อมาคือพระยาวิเศษสิงหนาท พ.ศ.2450-2452)&nbsp; &nbsp; มีการซ่อมสะพานที่ใช้ข้ามทางน้ำไหลลงสู่คลองบางพระ (บริเวณศาลาเอนกประสงค์ของชุมชนรักษ์คลองบางพระ) SML ให้ดีขึ้นเรียกว่า &quot;สะพานหลวง&rdquo; และสร้างศาลาขึ้นเคียงข้างกับสะพานดังกล่าวเรียกว่า &quot;ศาลาท่าหลวง&rdquo; (บริเวณแหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนไบโอดีเซล)&nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารเรียนอย่างเป็นทางการขึ้นหลังแรกในชุมชน ชื่อ &quot;โรงเรียนเวฬุสุนทรการ&rdquo; ซึ่งได้พัฒนาจากโรงเรียนวัดไผ่ล้อม</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จนกระทั่งปี พ.ศ.2457 ได้มีการสร้างอาคารตลาดสดขึ้นในชุมชนบริเวณริมคลองบางพระ (โรงจ่ายผัก) ทำให้ผู้คนเคลื่อนย้ายมาสร้างบ้านเรือนและเปิดร้านค้าขายสินค้าต่างๆ จนเกิดเป็นย่านการค้าตลาดอีกแห่งหนึ่งของชุมชนชื่อว่า &quot;ตลาดริมคลอง&rdquo; (บริเวณถนนธนเจริญในปัจจุบัน)</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">หลังจากมีการสร้างอาคารตลาดสดหลังแรกบริเวณริมคลองไม่นาน ได้มีการสร้างตลาดสดขึ้นมาอีกหลังหนึ่งเป็นหลังที่ 2 ในบริเวณใกล้เคียงกัน (โรงจ่ายปลา) ทำให้ผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในชุมชนตลาดริมคลองมากขึ้นเพื่อค้าขาย โดยส่วนใหญ่มักได้แก่ คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีน ที่มีความถนัดทางการค้าขาย จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าขึ้นในย่านนี้ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ดังปรากฏว่าเคยมีศาลเจ้าที่คนในชุมชนเรียกกันว่า &quot;โรงก๊วน&rdquo; ตั้งอยู่ บริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ว่างและเทศบาลเมืองตราดได้ยกอาคารชั้นเดียวเป็นศูนย์สาธารณสุขมูลฐานและนันทนาการชุมชนรักษ์คลองบางพระ เพื่อจัดเป็นศูนย์ส่งเสริมอาชีพประชาชน ถัดจากซอยริมคลองมาทางทิศตะวันออก</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นอกจากนี้ ยังมีการสร้างถนนขึ้นในตลาดริมคลองตามมา ชื่อว่า ถนน &quot;ธนเจริญ&rdquo; ตามชื่อของพระตราษบุรีสุศรีนทรเขตต์ (ธน ณ สงขลา) ผู้ว่าราชการเมืองตราด คนที่ 13 ในขณะนั้น ลักษณะของย่านตลาดริมคลองนี้ มีอาคารที่เป็นที่อยู่อาศัยและร้านค้าตั้งหันหน้าเข้าหากันเรียงรายไป 2 ฝั่งถนน โดยอาคารที่อยู่ติดริมคลอง จะหันหลังให้กับคลองและหันหน้าให้กับอาคารที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน ในขณะที่ลักษณะของอาคารตลาดสดจะมีคนในย่านนี้และคนในชุมชนที่อยู่นอกตลาดริมคลองและคนนอกชุมชนนำสินค้าเข้ามาขายทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งหากมาทางเรือก็จะแจวเรือเข้ามาตามคลองบางพระและนำสินค้าขึ้นมาจำหน่ายบนอาคารตลาดสด ลักษณะของตลาดริมคลองจึงเป็นตลาดบกไม่ใช่ตลาดที่มีการซื้อขายกันทางน้ำ อย่างเช่นตลาดน้ำหรือตลาดนัดในภาคกลาง</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">อย่างไรก็ดี แม้ความเจริญคับคั่งของการค้าจะย้ายมาสู่ย่านตลาดริมคลอง แต่ทว่าย่านตลาดใหญ่และตลาดขวางก็ยังถือเป็นย่านการค้าที่มีความจำเป็นอยู่เช่นกัน ตลาดใหญ่ยังเป็นสถานที่บริเวณต่างๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าโรงแรม คิวรถ ร้านเสริมสวย ร้านซ่อมจักรยาน ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องเขียนแบบเรียน</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตลาดริมคลอง ตลาดใหญ่ ตลาดขวางจึงนับเป็นย่านตลาดที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันในการทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของคนในเมืองตราดได้เป็นอย่างดี ในช่วงระยะเวลา 42 ปีนี้นับเป็นระยะที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระเจริญอย่างมาก</span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">โดยในปี พ.ศ. 2461 ชุมชนได้รับจัดตั้งเป็นสุขาภิบาลเมือง และในปี พ.ศ. 2478 ได้ยกระดับเป็นเทศบาลเมือง ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ที่จะจัดการดูแลตนเอง ในปี พ.ศ. 2499 เป็นปีที่จุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนรักษ์คลองบางพระหรือชุมชนเมืองตราดเก่า ได้มีการสร้างอาคารตลาดสดขึ้นใหม่ทางทิศเหนือของชุมชนริมถนนสายตราด - จันทบุรี (ปัจจุบันเป็นศูนย์การค้าตลาดสด 1 เทศบาลเมืองตราด) ทำให้บรรดาผู้ที่ค้าขายอยู่ในตลาดริมคลองค่อยๆ อพยพโยกย้ายไปสร้างและเช่าร้านในบริเวณตลาดสดแห่งใหม่แทน ในขณะที่การค้าในย่านตลาดใหญ่ ตลาดขวางและตลาดริมคลองค่อยๆ ซบเซาลงและกลายสภาพเป็นชุมชนเมืองตราดเก่าไป โดยคงเหลือแต่ผู้คนอยู่อาศัยเป็นหลัก ที่ทำการค้าบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อย พัฒนามาเป็นธุรกิจบริการนักท่องเที่ยว (Guesthouse) ดังเช่นในปัจจุบันนี้</span></p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
